ทำไมต้อง SME |
|
ท่ามกลางปัญหาเศรษฐกิจไทยในปัจจุบัน
ประเทศมีหนี้สินเป็นเงินตราต่างประเทศคิดเป็นเงินกว่า
92 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือ 3,864,000 ล้านบาท เป็นหนี้ของรัฐบาล ธนาคารพาณิชย์ และ กิจการขนาดใหญ่ทั่วประเทศ นอกจากนี้ยังมีคนตกงานอีกไม่ต่ำกว่า 3 ล้านคน ในสภาพเช่นนี้ เราต้องยอมรับความจริงว่า 1. ประเทศไทยไม่มีเงินมากพอที่จะลงทุนในกิจการขนาดใหญ่ 2. ประเทศไทยไม่มีการตระเตรียมทรัพยากรบุคคล เพื่อพัฒนาประเทศไปสู่การผลิตสินค้าที่ใช้ เทคโนโลยีระดับสูง แต่เรามีภูมิความรู้เดิม ซึ่งก็คือทักษะความสามารถในการผลิตที่หลากหลาย และสามารถปรับเข้าสู่ระบบการผลิตสมัยใหม่ ผลิตสินค้าที่มีคุณภาพและมีเอกลักษณ์เฉพาะตัว ซึ่ง ในปัจจุบัน สินค้าที่ผลิตจากทักษะและภูมิปัญญาเดิมเหล่านี้กำลังทวีค่ามากขึ้นตามกระแสการ บริโภคของโลกที่ต้องการ คือ 1. สินค้าที่มาจากธรรมชาติ 2. สินค้าที่มีจิตวิญญาณของความเป็นมนุษย์ สินค้าเหล่านี้ล้วนเป็นสินค้าที่ผลิตด้วยมือ เป็นงาน แฮนด์เมด เพราะในขณะที่โลกโดยเฉพาะในโลกตะวันตก มีการพัฒนาประเทศ จิตใจคนสูงขึ้น คนเหล่านั้นได้รับการปลูกฝังให้เข้าใจ และรักในความเป็นธรรมชาติ จึงบังเกิดความต้องการสินค้า จากกระบวนการผลิตจากธรรมชาติอยู่ตลอดเวลา และมีแนวโน้มที่จะสูงขึ้นอย่างไม่หยุดหย่อน การ ผลิตสินค้าเหล่านี้ มีเพียง SME เท่านั้นที่ทำได้ นี่เป็นทางเดียวที่เป็นทางรอดสู่การสร้างอนาคต ใหม่ ถึงเวลาแล้วที่คนไทยจะต้องเลือกว่า เราจะกลับไปเดินทางเก่า คือ ใช้ประโยชน์จากแรงงาน ราคาถูก รับจ้างผลิต หรือจะเดินหน้าสร้างอนาคตด้วยการปรับความรู้ ภูมิปัญญาเดิมของเรา มา ผลิตสินค้าที่มีคุณภาพและขายได้ |
กำลังเผชิญกับวิกฤติเศรษฐกิจที่ร้ายแรงอย่างที่ไม่เคยเจอมาก่อน |
| หนี้ต่างประเทศกว่า
9 หมื่น 2 พันล้านเหรียญสหรัฐฯ ภาคเอกชนและภาครัฐของไทยมีหนี้ที่เป็นเงินตราต่างประเทศทั้งระยะสั้นและระยะยาวรวมกัน กว่า 9 หมื่นล้านดอลล่าร์ฯ หรือประมาณ 3,864,000 ล้านบาท ในขณะที่ทุนสำรองระหว่าง ประเทศมีเพียง 2 หมื่น 6 พันล้านดอลล่าร์ เท่านั้นเอง ถ้าเกิดการถอนเงินออกพร้อมกันเราจะอยู่ใน สถานะ "ล้มละลาย" |
| เงินทุนยังคงไหลออกแบบต่อเนื่องอย่างไม่หยุดยั้ง การที่เราไม่มีนโยบายสร้างรายได้ที่เป็นเงินตราต่างประเทศที่เป็นจริงและเป็นไปได้ ทำให้เจ้า หนี้และนักลงทุนขาดความเชื่อมั่น ประกอบกับความปั่นป่วนที่ลุกลามไปทั่วโลก พวกเขาจึงถอน เงินลงทุนและทวงหนี้คืนอย่างต่อเนื่องถึงแม้เราจะเข้าโปรแกรมไอเอ็มเอฟแล้วก็ตาม |
| ระบบการเงินเป็นอัมพาต การไหลออกของเงินทุนจำนวนมาก ประกอบกับการควบคุมปริมาณเงินของไอเอ็มเอฟ ทำ ให้เศรษฐกิจขาดสภาพคล่องและหดตัวอย่างรุนแรง ส่งผลให้สถาบันการเงินเกิดปัญหา จนต้อง ถูกสั่งปิดเป็นจำนวนมาก และที่เหลืออยู่ก็ไม่สามารถปล่อยกู้เพิ่มเติมได้ |
| สถาบันการเงินล่มสลาย
หรือไม่ก็เปลี่ยนเจ้าของไปเป็นต่างประเทศ เมื่อเกิดปัญหากับสถาบันการเงิน ก็กระทบต่อธุรกิจที่พึ่งสถาบันการเงินอยู่ ทำให้ขาดสภาพคล่อง จนต้องล้มละลาย ต้องปิดกิจการ แล้วก็วนกลับมาส่งปัญหาให้กับสถาบันการเงินอีกทอดหนึ่งเป็น เสมือน "วงจรอุบาทว์" จนทำให้สถาบันการเงินที่ไม่สามารถเพิ่มทุนได้ต้องถูกยึดหรือสั่งปิด |
| ธุรกิจทยอยปิดตัว
หรือไม่ก็เปลี่ยนมือเฉกเช่นเดียวกัน ธุรกิจขนาดใหญ่ที่เคยเป็นหน้าเป็นตาของประเทศ หลายต่อหลายกลุ่ม ต้องขายหุ้นหรือทรัพย์ สินให้กับต่างชาติเพื่อความอยู่รอด |
| ราคาทรัพย์สินถล่มทลาย
อสังหาริมทรัพย์ลดลงกว่าครึ่ง
หุ้นตก 80% การหดตัวอย่างรุนแรงของเศรษฐกิจ ประกอบกับการประดังขายสินทรัพย์ในภาวะวิกฤติ ทำ ให้ราคาตกเกินกว่าครึ่งของราคาเดิมในยุคฟองสบู่ ส่วนดัชนีตลาดหลักทรัพย์ฯ ก็ลดต่ำลงเหลือ เพียง 200 กว่าจุด จากที่เคยสูงถึง 1,700 เมื่อ 2 ปีก่อน |
| ความมั่งคั่งหดหาย มูลค่าของตลาดสินทรัพย์ที่หายไป ทำให้ความมั่งคั่งและกำลังซื้อของประชาชนหดหายตามไป ด้วย |
| คนตกงานกว่า
3 ล้านคน โดยไม่มีงานอื่นรองรับ หากคนยังตกงานเพิ่มขึ้นโดยไม่มีมาตรการทางสังคมรองรับ ปัญหาสังคมก็จะตามมาอย่างหลีก เลี่ยงไม่ได้ |
ที่ผ่านมาเดินผิดทาง |
| เน้นส่งเสริมอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ที่ทุนและเทคโนโลยีเป็นของคนอื่น อุตสาหกรรมการผลิตที่ขายภายในประเทศและส่งออกที่ผ่านมา ล้วนต้องนำส่วนประกอบและ ทุนเข้ามาจากต่างประทเศ เราเพียงแต่ขายแรงงาน ดังนั้นอุตสาหกรรมประเภทนี้จึงพร้อมจะ เคลื่อนย้ายไปที่อื่นที่แรงงานถูกกว่า วงจรนี้สร้างปัญหาที่ทำร้ายสังคมไทยมายาวนาน |
| อุตสาหกรรมที่สร้างรายได้ให้กับประเทศกระจุกตัวเพียงไม่กี่ประเภท ในอดีตที่ผ่านมาสินค้าเพียง 10 ประเภทเท่านั้น ที่สร้างรายได้ให้กับประเทศกว่า 80 % ใน จำนวนนี้ทั้งหมดเป็นสินค้าที่มีลักษณะ Mono - Culture Product ที่มีกระบวนการผลิต เหมือนกันทุกมุมโลก |
| ภูมิใจกับการเป็นเพียงผู้ขายแรงงานในกระบวนการรับจ้างทำของ สินค้าเหล่านั้นสร้างรายได้ให้กับประเทศผ่านการส่งออกที่เพิ่มขึ้นทุกปี โดยยอดนำเข้าวัตถุดิบ ก็เพิ่มตาม แต่เรายังภูมิใจกับสิ่งเหล่านั้น ไม่เคยคิดเอะใจมาก่อนว่ามันเป็นโครงสร้างที่มีความ เสี่ยงสูงมาก |
| ส่วนต่างกำไรที่ได้จากกิจการเหล่านี้จึงต่ำ สินค้าเหล่านี้มีส่วนต่างกำไร (margin) เพียง 10-15 % และลดลงเรื่อยๆ เมื่อค่าแรงและ ดอกเบี้ยสูงขึ้น เพราะกระบวนการสร้างมูลค่าเพิ่มไม่จำเป็นต้องอาศัยทักษะ เขาต้องการเพียงแต่ แรงงานในการประกอบการเท่านั้นเอง |
| ละเลยการพัฒนาอุตสาหกรรมขนาดเล็กขนาดกลางที่หลากหลายเพื่อลดความเสี่ยง อย่างต่อเนื่อง ความภูมิใจกับตัวเลขการส่งออกที่มาจากอุตสาหกรรมไม่กี่ประเภทดังกล่าว และการดำเนิน นโยบายที่ไม่คิดให้รอบคอบ ทำให้ขาดการสนับสนุนให้ภาคเอกชนสร้างฐานอุตสาหกรรมที่หลาก หลาย เพื่อการส่งออก ซึ่งนอกจากจะเพิ่มรายได้แล้วยังจะลดความเสี่ยงได้เมื่อเผชิญกับภาวะหดตัว |
| กิจการขนาดเล็กขนาดกลางส่วนมากมักเป็นเพียงผู้จัดส่งวัตถุดิบ นโยบายของรัฐกลับมุ่งสนับสนุนอุตสาหกรรมต่อเนื่องในลักษณะที่เป็นเพียง Supplier ให้กับ อุตสาหกรรมขนาดใหญ่ซึ่งเน้นขายในประเทศ |
--- 3 มิถุนายน 2542 ---